4 วิธีดูแลผู้สูงอายุ ตัวเราสามารถดูแลได้แบบไหนบ้าง ?

สถานดูแลผู้สูงอายุ

ปัจจุบันสังคมไทยเรากำลังก้าวเข้าสู่สังคม “ผู้สูงอายุ” มากขึ้นจากตัวเลขจะพบว่าแต่ละปี มีตัวเลขผู้สูงอายุมากขึ้นในทุก ๆ ปี ทำให้การดูแลผู้สูงอายุนั้นเป็นหน้าที่ของลูกหลานของแต่ละคน ซึ่งบางทีการเราจะดูแลผู้สูงอายุได้นั้น เราอาจจะต้องลางาน หรือ ลาออกจากงานมาเลยก็มี ดังนั้นในบทความนี้เราจะมาพูดถึงลักษณะการดูแลผู้สูงอายุนั้นเราสามารถดูแลได้กี่แบบ ลองมาดูกันครับ  

ดูแลเอง  

เป็นวิธีที่สำหรับลูก หรือ หลาน นั้นจะต้องมาดูแลผู้สูงอายุแบบเต็มเวลา โดยอาจจะต้องลาออกจากงาน เพื่อดูแลผู้สูงอายุซึ่งบางที ลูก หรือ หลาน นั้นมีความจำเป็นต้องหาเงิน หรือ หารายได้เพื่อเลี้ยงครอบครัวก็มี วิธีนี้จึงไม่ค่อยนิยมมากในปัจจุบัน เพราะเนื่องจากปัญหาเรื่องรายได้ที่ลดลง และอาจจะทำให้รายได้ นั้นไม่สัมพันธ์กับรายจ่ายของครอบครัวนั้นเอง  

จ้างคนมาดูแลที่บ้าน  

อีกหนึ่งวิธีสำหรับคนที่มีรายได้ที่มั่นคง แต่ว่าไม่มีเวลามากพอ และ ไม่สามารถดูแลผู้สูงอายุได้เอง ดังนั้นจึงมีการเกิดอาชีพรับดูแลผู้สูงอายุเกิดขึ้น ซึ่งราคาก็จะแตกต่างกันไป โดยจะมีรูปแบบที่ดูแลถึงบ้านด้วยเช่นกัน โดยส่วนมากจะอยู่ในลักษณะที่อยู่บ้านจนถึงเวลางานแล้วค่อยกลับบ้านนั้นเอง  

สถานดูแลผู้สูงอายุ

 ศูนย์พักพิงระยะสั้น  

Nursing Home นั้นเป็นอีกหนึ่งคำตอบที่ค่อนข้างน่าสนใจ และ ไม่ใช่การจงใจนำผู้สูงอายุไปไว้กับบ้านพักคนชราด้วย โดยจะการเลือกใช้บริการ Nursing Home นั้นอาจจะตอบโจทย์มากกว่าสำหรับ ผู้สูงอายุที่ต้องการการดูแลตลอด 24 ชม. หรือจำเป็นต้องมีการรักษาที่เฉพาะเช่น การกายภาพบำบัด หรือเหตุผลอื่น ๆ ก็ตาม  

บ้านพักคนชรา  

อีกหนึ่งทางเลือกที่จำเป็นต้องคุยกันก่อน เพราะเนื่องจากบ้านพักคนชรานั้นส่วนมากจะเป็นการเข้ามาอยู่ภายใต้การดูแลของบ้านพักคนชราแบบถาวร ซึ่งส่วนมากผู้สูงอายุอาจจะเข้าว่ “โดนทิ้ง” ด้วยเช่นกัน ดังนั้นจะต้องคุยกันดี ๆ ในส่วนนี้นะครับ  

และนี้คือ “วิธีดูแลผู้สูงอายุ” จากวิธีต่าง ๆ โดยแต่ละวิธีนั้นจะมีข้อดีข้อเสียต่างกันไม่ว่าจะเป็นการจ้างคนอื่นมาดูแล หรือการเลือกใช้ สถานดูแลผู้สูงอายุ หรือวิธีอื่น ๆ แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นครอบครัว และ ลูกหลานจะต้องคุยกันก่อนนะครับ  

Related Post

เครื่องมือวัดในงานอุตสาหกรรม

ช่างเทคนิคบุคคลสำคัญในโรงงานอุตสาหกรรมช่างเทคนิคบุคคลสำคัญในโรงงานอุตสาหกรรม

ในโรงงานอุตสาหกรรมทุกแห่งมักจะมีเจ้าหน้าที่หรือพนักงานเป็นจำนวนมากในการทำงานแผนกต่าง ๆ ภายในโรงงาน ซึ่งพนักงานแต่ละแผนกและแต่ละตำแหน่งนั้นล้วนแล้วแต่มีความสำคัญกับโรงงานอุตสาหกรรมเป็นอย่างมาก หากขาดคนใดคนหนึ่งไปแล้วก็อาจจะทำให้โรงงานไม่สามารถทำการผลิตหรือดำเนินการต่อไปได้ ซึ่งพนักงานแต่ละคนนั้นเปรียบเสมือนฟันเฟืองที่สำคัญในการดำเนินงานของโรงงานอุตสาหกรรม ซึ่งหากเราพูดถึงโรงงานอุตสาหกรรมคนส่วนมากอาจขึ้นถึงพนักงานฝ่ายผลิต พนักงานฝ่ายตรวจสอบคุณภาพสินค้า พนักงานฝ่ายบรรจุภัณฑ์ พนักงานขับรถลำเลียงสินค้า รวมไปหัวหน้างานแต่ละฝ่าย แต่หารู้ไม่ว่ามีพนักงานอีกกลุ่มหนึ่งที่มีความสำคัญต่อโรงงานอุตสาหกรรมมาก ซึ่งคนกลุ่มนั้นก็คือเหล่าบรรดาช่างเทคนิคทั้งหลายในโรงงานอุตสาหกรรม บางคนอาจจะเกิดคำถามว่าช่างเทคนิคนั้นมีความสำคัญยังไง เรามาดูหน้าที่ของช่างเทคนิคในโรงงานอุตสาหกรรมกันว่าพวกเข้าทำหน้าที่อะไรกันบ้างและพวกเขาเหล่านั้นมีความสำคัญยังไงกับโรงงานอุตสาหกรรม หน้าที่ของช่างเทคนิคในโรงงานอุตสาหกรรม ช่างเทคนิคนั้นมีหน้าที่ในการคอยแก้ปัญหาในการใช้งานของระบบต่าง ๆ ของเครื่องจักรภายในโรงงานอุตสาหกรรม รวมไปถึงระบบไฟฟ้าในโรงงานอุตสาหกรรมด้วยเช่นกัน หากแผนกไหนเกิดการขัดข้องของเครื่องจักร เครื่องจักรไม่สามารถทำงานได้ช่างเทคนิคเหล่านี้ก็จะมีหน้าที่ในการเข้าไปซ่อมแซมให้สามารถกลับมาใช้งานได้เหมือนเดิม โดยช่างเทคนิคเหล่านี้ก็จะมีความเชี่ยวชาญในการใช้ เครื่องมือวัดในงานอุตสาหกรรม เป็นอย่างดี นอกจากคอยแก้ปัญหาเฉพาะหน้าในกรณีเครื่องจักรหรือเครื่องมือวัดในงานอุตสาหกรรมขัดข้องแล้ว ช่างเทคนิคยังมีหน้าที่ในการซ่อมบำรุงเครื่องจักรและระบบต่าง ๆ ภายในโรงงาน รวมไปถึงการซ่อมบำรุงเครื่องมือวัดในงานอุตสาหกรรมมต่าง

การดำเนินชีวิตของคนเมือง

สังคมที่เปลี่ยนไป การดำเนินชีวิตของคนเมือง เมื่อก่อน vs ตอนนี้สังคมที่เปลี่ยนไป การดำเนินชีวิตของคนเมือง เมื่อก่อน vs ตอนนี้

            การดำเนินชีวิตเป็นสิ่งที่ต้องเกิดการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา หากคิดให้ดีให้เรามองย้อนกลับไปในสมัยก่อน การใช้ชีวิตอย่างเรียบง่ายไม่ว่าจะเป็นสังคมเมืองและสังคมชนบทที่เรา มักจะกลับบ้านทำอาหารง่ายๆรับประทานหากมีมากก็แบ่งปันเพื่อนบ้านการทำกับข้าวเพียงอย่างเดียวจึงช่วยให้เรามีกับข้าวเพิ่มขึ้นอีก 2-3 อย่าง แต่ในปัจจุบันนี้ภาพแบบนี้แทบจะไม่มีให้เราเห็น ยกเว้นแต่ในชนบท ที่ยังคงพอมีบ้างสำหรับการหยิบยื่น แบ่งปันอาหารและความเป็นอยู่ที่ดีแบบนี้แก่กัน หันกลับมามองในสังคมเมือง เราก็จะเห็น ความแตกต่างจากสิ่งเหล่านี้คือรูปแบบการใช้ชีวิตที่เร่งรีบ ความประหยัดมัธยัสถ์ ที่มันจำเป็นต้องทำเพื่อความอยู่รอด การซื้ออาหารเพื่อท้องเดียวปากเดียวเป็นเรื่องปกติของคนในเมือง และรูปแบบการใช้ชีวิตที่สำคัญอีกอย่างคือเราหันไปฝากท้องของเราเอาไว้กับซุปเปอร์มาร์เก็ตและร้านสะดวกซื้อที่ถือว่าเป็นตู้เย็นประจำบ้าน เพราะความง่ายสะดวกและรวดเร็วตอบโจทย์รูปแบบการดำเนินชีวิตของเรานั่นเอง  ห้างสรรพสินค้าขนาดย่อมในสมัยนั้นที่แรกที่ปิดตลอด 24 ชั่วโมง คือ Foodland  แรกเริ่ม ฟู้ดแลนด์เปิดให้บริการ แถวเพลินจิตและพัฒน์พงษ์ ก่อนที่จะ หันมาใช้ชื่อ ฟู้ดแลนด์ซุปเปอร์มาร์เก็ตอย่างเป็นทางการ